เวโรนา…สีสันที่มากกว่า“โรเมโอ-จูเลียต”

เวโรนา

สีสันที่มากกว่า“โรเมโอ-จูเลียต

“…สองตระกูลใหญ่ซึ่งมีเกียรติยศเสมอกัน
ณ เมืองเวโรนาอันเป็นฉากแห่งเรื่องนี้
ต่างสั่งสมความแค้นมาแต่หนหลัง ก่อให้เกิดโทสะใหม่
จนญาติวงศาพากันนองเลือดทั้งสิ้น…”

ข้อความในตอนต้นของบทละครโศกนาฏกรรม “โรเมโอกับจูเลียต” (Romeo and Juliet) ที่ระบุชัดเจนถึงความขัดแย้งของสองตระกูล

“โรเมโอกับจูเลียต” (Romeo and Juliet) ถือเป็นสีสันสำคัญอย่างยิ่งยวดของVerona บางคนบอกว่าถ้าไปแล้วไม่ได้ไปเยี่ยมชมบ้านจูเลียต คงจะคุยไม่ได้เต็มปากนักว่าถึง Verona แล้ว ขณะที่หลายคนบอกว่าต้องลูบหน้าอกข้างขวาจูเลียตจึงจะถึง Verona อย่างแท้จริง จึงไม่แปลกใจที่วันนี้นมข้างขวาของจูเลียตสึกกร่อนจนทะลุ

เหตุการณ์ต่าง ๆ ในบทละครเรื่อง Romeo and Juliet ล้วนเกิดขึ้นในเมืองVerona ณ บ้านของ Juliet บนถนนคาเปลโล (Capello) Romeo and Juliet เป็นละครโศกนาฏกรรมประพันธ์โดย วิลเลียม เชกสเปียร์ แต่งในปี 1595 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลเป็นภาษาไทย ถูกจัดพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี 1922 (พ.ศ. 2465)  เนื้อเรื่องหลัก ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวความขัดแย้งของสองตระกูล คือตระกูลมอนตาคิว (Montague) และคาปูเรต (Capulet)

เชกสเปียร์แต่ง Romeo and Juliet จากเค้าโครงมาเรื่อง The Tragical History of Romeus and Juliet เขียนโดย Bandello กวีชาวอิตาเลียน ก่อนที่ Arthur Brooke กวีชาวอังกฤษนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ คนอิตาเลียนเรียก Juliet ว่าจูลีเอตตา (Giulietta) และเรียก Romeo ว่าโรเมโอ (Romeo)

บ้านเลขที่ 27 ถนน Via Cappello ที่เรียกว่าบ้านของจูเลียตไม่มีตัวตน เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่ถูกอุปโลกน์ให้กลายเป็นบ้านของตระกูล Capulet เพราะจูเลียตและตระกูลนี้ไม่เคยมีตัวตนจริงๆ ในประวัติศาสตร์  ขณะที่วันนี้บ้านโรเมโอถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหารชื่อ Osteria al Duca เป็นบ้านโครงไม้ผสมอิฐ ก่อสร้างขึ้นราวศตวรรษ 13-14 ประดับประดาด้วยตุ๊กตาแม่มด

เวโรนา (Verona) อยู่ในแคว้นเวเนโต (Veneto) ทางอีสานของอิตาลี มีเวนิส (Venice) หรือเวเนเซีย (Venezia) เป็นเมืองหลวง เป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเหตุที่มีความสำคัญทางศิลปะและวัฒนธรรม เป็นเมืองใหญ่และสำคัญเป็นอันดับ 2 ของแคว้นรองจากเวนิส เป็นเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้ Verona เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี 2000

ไป Verona ครั้งที่ 4 คราวนี้ผมพักโรงแรมใกล้กับจตุรัสปิอัซซา เดลเล แอร์เบ (Piazza delle Erbe) ใจกลางเมืองพอดี เดินออกมาจากโรงแรมก็ถึงเลย ถ้าเลี้ยวขวาเดินไปประมาณ 15 นาทีก็ถึงบ้านของจูเลียต ฝั่งตรงกันข้ามบ้านจูเลียตเป็นแหล่งชอปปิ้ง เดินทะลุเข้าไปก็ถึงอารีนา (Arena di Verona)

Piazza delle Erbe เป็นจัตุรัสใจกลางเมือง แปลว่า “ลานตลาดนัดเครื่องเทศ” เพราะหลายร้อยปีก่อนเป็นตลาดขายสมุนไพรนานาชนิด ขณะเดียวกันก็เป็นจตุรัสที่ชุมนุมของชาวเมืองตั้งแต่สมัยโรมัน (Roman Forum) รายล้อมไปด้วยที่ว่าการเมือง ศาล วัง สมาคมพ่อค้าและบ้านบุคคลสำคัญในสมัยโบราณ

ตรงกลางจัตุรัสมีน้ำพุที่มีรูปสลักของ เวโรนา มาดอนนา (Madonna of Verona) ถือแผ่นป้าย รูปสลักนี้เดิมเป็นรูปปั้นโรมัน ต่อมาส่วนหัวและแขนหายไป ภายหลังจึงมีการเติมส่วนที่หายกลายเป็นรูปปั้นพระแม่มารี เรียกว่า Madonna of Verona ข้อความในแผ่นป้ายที่พระแม่ถือเขียนว่า “I want justice and I bring peace

ทางด้านหลังพระแม่หรือด้านเหนือของจตุรัสเป็นตึกสไตล์บาโรก (Baroque) ชื่อ Palazzo Maffei สร้างในศตวรรษที่ 17 สร้างซ้อนซากโบราณเก่าของโรมัน บนยอดตึกมีรูปเทพเจ้าของกรีก 6 รูป เรียงตามลำดับ Hercules,Jupiter,Venus,Mercury,Apollo และ Minerva  รูป Hercules สันนิษฐานว่ามาจากโบสถ์โบราณของโรมันซึ่งเคยอาศัยอยู่บริเวณนี้ ที่เหลืออีก 5 รูปแกะสลักจากหินอ่อนที่หาได้แถบนี้ และมี Colonna di San Marco เสาที่มีรูปแกะสลักสิงโตมีปีก สัญลักษณ์ของ Venice ที่เคยปกครอง Verona

ปัจจุบัน Piazza delle Erbe กลายเป็นที่พักผ่อน หย่อนใจ มีร้านกาแฟ และร้านอาหารน่ารัก ๆ ให้นั่งดื่มกินและดูผู้คน เป็นตลาดที่มีบรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว   มีร้านขายของที่ระลึกมากมาย หลายร้านคนขายเป็นคนจีน ลองสอบถามดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง เพราะพวกนี้ไม่รู้ภาษาอังกฤษ พอจะจับใจความได้ว่าส่วนหนึ่งเจ้าของร้านเป็นคนจีน เอาญาติพี่น้องมาขาย เพราะมีนักท่องเที่ยวจีนไปกันเยอะ ส่วนชาติอื่นใครพูดจีนได้ก็ได้เปรียบเรื่องการต่อรองราคา ขนาดผมพูดได้ 2 – 3 คำ หนีห่าว และ อว่อ ซื่อ ไท่กั๋ว เหยิน ..ยังได้ลดเป็น 10 ยูโร..

จากกลาง Piazza delle Erbe จะมีถนนเล็ก ๆ เข้าไปในจตุรัสแห่งพระเจ้า (Piazza dei Signori) ตรงกลางมีอนุสาวรีย์ดันเต (ชื่อจริง Dante Alighieri) โดดเด่นอยู่ตรงกลาง  Dante ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งภาษาอิตาลีและเป็นผู้เขียนนวนิยายชื่อดัง Divina Commedia เขาถูกพิพากษาให้ต้องลี้ภัยทางการเมืองจากบ้านเกิดในฟลอเรนซ์ (Florence) แคว้นทัสคานี (Tuscany) มาอยู่ใน Verona ภายใต้การอุปถัมภ์ของตระกูลสกาลิเจรี (Scaligeri)  ปัจจุบันยังมีอาคารซึ่งเป็นที่พักของตระกูล นี้เรียกว่า Palazzo degli Scaligery สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 สังเกตง่าย ๆ เป็นหางปลาหงายอยู่บนหลังคา

Divina Commedia หรือ The Divine Comedy ผลงานของ Dante เป็นงานเขียนที่โด่งดังและมีอิทธิพลต่อนักเขียนหลายคนในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา รวมทั้งแดน บราวน์ (Dan Brown) นำเค้าโครงมาเขียนนวนิยายเรื่อง Inferno ของเขา ขณะที่บางคนที่เคยอ่าน Divina Commedia บอกว่า อ่านไปขนหัวลุกไป เพราะกลัวความโหดร้ายในนรก ลองไปหาอ่านกันดู

ที่ลานดันเต (Piazza Dante) มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น ตึกที่อยู่ทางซ้ายมือได้แรงจูงใจมาจากแบบโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เมือง Florence ซึ่งออกแบบโดย Brunelleschi และถือว่าเป็นตึกต้นแบบของศิลปะเรอเนซองส์ (Renaissance) ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีซุ้มประตู Arco della Costa หรือ Arc of the Rib ในซุ้มประตูด้านบนจะมีกระดูกปลาวาฬยักษ์แขวนอยู่ ตำนานเล่าว่าผู้ใดที่ไม่เคยพูดโกหกเดินผ่านประตูแล้ว กระดูกจะหล่นมา แต่ผ่านมาหลายร้อยปี กระดูกชิ้นนี้ไม่เคยหล่นลงมา เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนแต่เคยโกหกทั้งสิ้น!!!

ศิลปะเรอเนซองส์ที่สมควรไปดูอย่างยิ่งคือ ปาลาซโซ เดลลา เรจิโอเน (Palazzo della Regione) อยู่ใกล้ ๆ กับ Piazza delle Erbe สร้างในปี 1193 มีรูปลักษณ์ของอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ของ Verona ผนังก่อด้วยอิฐสลับกับหินอ่อนสีชมพู ผ่านการใช้งานหลายอย่าง เช่น วัง ศาลากลาง คลังสินค้า โรงเรียนสอนกฎหมาย หลังเป็นสภาเมืองก็ถูกทิ้งร้าง กระทั่งมีการบูรณะจนกลับมาใช้ใหม่ในปี 2004 ปัจจุบันเป็นแกลเลอรี่ มี Scala della Ragione บันไดสไตล์เรอเนซองส์ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวใน Verona ด้านบนมีหอคอยตอร์เร เด แลมเบอร์ติ (Torre dei Lamberti)

Torre dei Lamberti สูง 84 เมตร ขึ้นไปชมวิวบนหอคอยได้ด้วยลิฟต์และบันได 245 ขั้น เสีย 4.5 ยูโรเท่ากัน ด้านบนมีระฆังที่ใช้ตีบอกเวลา เตือนเวลามีไฟไหม้ และคอยสอดส่องศัตรู  สมัยก่อนบ้านของครอบครัวที่มีฐานะหรือมีอิทธิพล นิยมสร้างหอคอยสูงเพื่ออวดฐานะและสอดส่องศัตรู  กระทั่งถึงยุคตระกูล Scaligeri เรืองอำนาจได้สั่งห้ามสร้างหอคอย ทำให้ปัจจุบันทั้งเมืองเหลือเพียงหอคอยนี้แห่งเดียว นอกนั้นเป็นหอระฆังตามโบสถ์

ปัจจุบันหีบศพของคนตระกูล Scaligeri ก็ยังตั้งอยู่ริมถนนอีกด้านหนึ่งของหอคอย โดยตั้งไว้สูงชนิดที่ต้องแหงนคอดู สาเหตุที่ตั้งหีบศพสูงๆ เพราะเวลาคนเดินผ่านจะได้แหงนหน้ามอง  เนื่องจากตระกูลนี้ร่ำรวยจากการสร้างบันได สัญลักษณ์ของตระกูลจึงเป็นรูปบันได แต่ไม่ใช่บันไดสวยงามสไตล์เรอเนซองส์ เป็นบันไดลิง จึงมีการเดากันว่าคำว่า Scaligeri อาจจะมาจากคำว่า Scala ที่แปลว่าบันได

ท่านที่ชอบดูวัดวาอาราม ต้องไปไม่พลาดมหาวิหารแห่งเวโรนา (Duomo di Verona) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ค่าเข้าชม คนละ 2.50 ยูโร ไฮไลท์มี 2 อย่าง ๆ แรกภาพเขียน “พระแม่มารีขึ้นสวรรค์” (The Assumption of the Virgin) ผลงานของ Titian ศิลปินดังชาวเวนิส อีกอย่างหนึ่งคือซากเก่าของโบสถ์ดั้งเดิม Church of St. Elena  ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

เดินมาด้านหลังของมหาวิหารไม่ไกล จะเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ควรไปคือปอนเต ปิเอตรา (Ponte Pietra) หรือ สะพานสมัยโรมัน เป็นสะพานที่สร้างตั้งแต่สมัยโรมัน สะพานดั้งเดิมถูกระเบิดทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมาชาวเมืองพากันงมหินอ่อนของเดิมในแม่น้ำแล้วนำมาสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม ดังนั้นหินที่เห็นอยู่จึงเป็นหินอ่อนยุคโรมันอายุกว่า 2000 ปี

เดินตามสะพาน Ponte Pietra ข้ามแม่น้ำอาดิเจ (Adige) มาอีกฝั่งของตัวเมือง เพื่อสัมผัสบรรยากาศของสถานที่หนึ่งที่ควรมาสักครั้งในชีวิต นั่นคือ ตีอาโตร โรมาโน (Teatro Romano) หรือ โรงละครโรมัน ที่ว่ากันว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยกับตอนที่พระเยซูประสูติ  ตั้งอยู่บนเชิงเขานอกเมือง แต่มองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองได้อย่างสบาย ยามที่แสงแดดดี ๆ งดงามมาก ตัวโรงละครผุพังไปตามกาลเวลาจึงเหลืออะไรให้ดูไม่มาก แต่บนเขามีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะโรมัน

กลับมาที่ Piazza delle Erbe มุ่งหน้าไปยังบ้านของจูเลียต ตามถนน Via Mazzini เป็นถนนคนเดิน เป็นถนนคนเดินสายแรก ๆ ของยุโรป แวะทักทาย  Berto Barbarani กวีเอกชาวเวโรนาที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หัวมุมถนน Cappello  ตาม 2 ข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงขายของมีทั้งของกิน ของใช้ ของที่ระลึก เสื้อผ้า ฯลฯ พร้อมการแสดงของศิลปินต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบ ใครชื่นชอบก็มอบเงินให้  Via Mazzini เป็นถนนคนเดินที่คู่ขนานกับถนน Corso Porta Borsari ที่เรียงรายไปด้วยร้านขายของเหมือนกัน คนก็เยอะเหมือนกัน

ฝั่งตรงกันข้ามบ้านจูเลียตมีถนนที่มุ่งหน้าไปยัง ปิอาซซา บรา (Piazza Brà) ถนนสายนี้ 2 ข้างทางเรียงรายด้วยร้านรวงนานาชนิดทั้งแบรนด์เนม ร้านอาหารการกิน  Piazza Brà เแปลว่า “big open space” หรือ “พื้นที่ว่างอันกว้างใหญ่” เป็นจุดนัดพบของผู้คน รวมทั้งกรุ๊ปทัวร์ ด้านหนึ่งเป็นที่ตั้งของ อารีนา ดิ เวโรนา (Arena di Verona) อีกด้านหนึ่งเป็นซุ้มประตูเมือง มีอนุสาวรีย์ของกษัตริย์วิตโตริโอ เอมานูเอลที่ 2 กษัตริย์ผู้รวบรวมแผ่นดินอิตาลีตั้งอยู่

Arena di Verona เป็นสนามทรงรีที่สร้างขึ้นในสมัยโรมัน เป็น Roman Amphitheatre (Anfiteatro Romano) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจาก Colosseo ที่กรุงโรม และ Anfiteatro Campano  สร้างจากหินอ่อนสีชมพู ในยามพระอาทิตย์ขึ้นจะส่องแสงบนหินอ่อน เปล่งประกายสีแดงสวยงามจับตา เพราะเหตุนี้ Verona ถึงได้รับฉายาว่า Little Rome  เข้าไปชมด้านในต้องจ่าย 4 ยูโร ช่วงที่ผมไปกำลังปิดซ่อมเลยอดเชยชม

Arena di Verona อายุประมาณ 2000 ปี ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 30 จุคนได้ถึง 30,000 คน เป็นสถานที่จัดการแสดงเพื่อความบันเทิงให้ผู้คนตั้งแต่ยุคโรมัน รูปแบบเหมือนโคลอสเซียมในกรุงโรม แต่ขนาดเล็กกว่าและยังคงสภาพสมบูรณ์กว่า ผนังด้านนอกก่อสร้างด้วยหินปูนสีขาวและสีชมพู  ปี 1117 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ กำแพงอัฒจันทร์ชั้นบนสุดพังเสียหายลงมาเกือบทั้งหมด เหลือเพียงซุ้มหินโค้ง 4 ซุ้มที่ยังคงอยู่จนถึงวันนี้ ปัจจุบันในฤดูร้อนใช้จัดคอนเสิร์ต บัลเลต์ และโอเปราดัง ๆ เช่น Aida,Turandot และ Carmen เป็นต้น บัตรราคาตั้งแต่ 20 – 200 ยูโรกว่า ๆ คนดูมาจากทั่วโลก…

เสน่ห์และสีสันของ Verona แม้มิใช่มีแต่เพียง Romeo and Juliet แต่ท้ายสุดก็ต้องจบด้วยบทประพันธ์ของวิลเลียม เชคสเปียร์

 ข้าขอลา รักดุจดอกไม้แย้มบานในคิมหันต์ จะเบิกบานขึ้นคราหน้าที่เราเจอกัน ลาก่อน ลาก่อนหีบศพของคนตระกูล Scaligeri Berto Barbarani กวีเอกชาวเวโรนา Berto Barbarani กวีเอกชาวเวโรนากับ Torre dei Lamberti Dante กับบ้านตระกูล Scaligeri Juliet ณ วันนี้ Madonna of Verona ด้านหลังคือ Palazzo Maffei Osteria al Duca P1350575 The Assumption of the Virgin OLYMPUS DIGITAL CAMERA แคว้น Veneto จุดเริ่มต้น Piazza Brà OLYMPUS DIGITAL CAMERA ทางเข้าบ้าน Juliet โปรซุสโต้ (Prosciutto ภาพวาด Assumption ของ Titian แม้แต่ไวน์ยังมี Romeo and Juliet ร้านอาหาร Osteria al Duca ร้านอาหารริม Piazza delle Erbe ศิลปินใน Piazza Brà สินค้าใน Piazza delle Erbe เส้นทางที่เชื่อม Via Mazzini สู่ Piazza Brà หน้าบ้านจูเลียต ถนน Via Cappello หนึ่งในศิลปินบนถนน Via Mazzini

Thawatchai Tappitak

ธวัชชัย เทพพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ รวมทั้งด้านอาหาร เคยเดินทางไปทำไวน์ในยุโรป 5 ปีครึ่ง จึงนำประสบการณ์ด้านดังกล่าวมาถ่ายทอดสู่แวดวงที่เกี่ยวข้อง นานกว่า 20 ปี เป็นกรรมการตัดสินไวน์ บาร์เทนเดอร์ ฯลฯ ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร เช่น Thailand Restaurant News,GQ,Gastrogsm ฯลฯ นอกจากนั้นยังสอนไวน์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ------------- ข้อมูลบทความ/ภาพ/วิดีโอ ในเว็บไซต์ ThatwatchaiGURU.com เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน การนำไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ (นอกจากการแชร์) ต้องได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ----------- ติดต่อ: ThawatchaiGURU@at-Bangkok.com

You may also like...